1.

(ละเมิดกฎกติกา! เราลืมไปแล้วหรือว่า การที่ออง ซาน ซูจี ถูกกักตัวไว้ในบ้านของเธอเองโดยที่ไม่มีความผิดนั้น นั่นคือการละเมิดกฎกติกาและศักดิ์ศรีของมนุษย์คนหนึ่งโดยไร้ความชอบธรรมใดๆ ทั้งสิ้น ต่อมาเมื่อทหารพม่าจับเธอขังไว้ในบ้าน พวกนั้นก็สร้างกฎกติกาขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อที่จะบอกโลกทั้งโลกว่า เธอมีความผิดเพราะไม่ปฏิบัติตามกฎกติกาชุดนั้น แล้วเราก็เผลอไผลไปเชื่อตาม ฉันคิดไม่ออกจริงๆ ว่า มนุษย์คนหนึ่งจะละเมิดกฎกติกานั้นได้อย่างไรในเมื่อกฎกติกานั้นมันล่วงละเมิดเธอตั้งแต่ต้น)

 

น้องชายคนหนึ่งยื่นหนังสือให้อ่านเมื่อสองสัปดาห์ก่อน

ผมลังเลพอๆ กับสนใจ

ลังเลเพราะกลัวไม่มีเวลาอ่านหนังสือเล่มเขื่องขนาดนั้น

ส่วนสนใจก็เพราะชื่อผู้เขียนการันตีคุณภาพอยู่กลายๆ

รับมาก่อน เอามานอน อย่างช้าๆ อ่านวันละ 3-4 บท เช้ามืด ดื่นดึก

อ่านตามเวลาจะอนุญาต

 

2.

(ความรักนับเป็นเรื่องแปลกประหลาดอย่างหนึ่ง ก่อนหน้าซึ่งความรักจะงอกงามขึ้นในหัวใจ เหตุใดเราจึงไม่รู้สึกว่าชีวิตเว้าๆ แหว่งๆ แต่พอเราสูญเสียมันไปเท่านั้น ชีวิตครึ่งหนึ่งของเราก็แหว่งเว้าหายไป)

 

ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

ผมต้องต่อสู้กับตัวเองในหลายๆ เรื่อง

มันเริ่มมาจากสถานะของตัวเองที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา

ทั้งผู้ทำงาน ทั้งผู้เรียน บรรณาการหนังสือ เฉียดเลยไปจนถึงบางวันยังรับหน้าที่ผู้สอน

ดูยุ่งเหยิง และทำเอาท้อ จนผมเปรยๆ กับคนข้างกายทีเล่นทีจริงว่า

เห็นทีจะต้องถอดบางสถานะออกจากตัวเองเสียแล้ว

กระนั้นก็เถอะ ในเวลานี้ ในห้วงยามนี้ ผมก็ต้องทนแบกรับมันไป

พันธะ ภารกิจต่างๆ มันจะค่อยๆ ปลดปล่อยตัวของมันเอง

เมื่อถึงเวลา อุณหภูมิที่เหมาะสม

นกทุกตัวย่อมมีฟ้าให้บิน

คนทุกคนก็ต่างมีปีกของตัวเอง

 

3.

(วรรณวลี เธอควรค้นหาชีวิตโดยตัวของเธอเอง ไม่มีใครบอกได้หรอกว่า เธอทำชีวิตตัวเองหล่นหายไว้ตรงส่วนไหนของโลกใบนี้ ไม่มีใครบอกได้ว่าใครแต่ละคนทำชีวิตตัวเองร่วงหายไว้ที่ไหนในโลกใบนี้ ชีวิตใครก็ต้องค้นหาดูแลจัดการชีวิตกันเอาเอง)

 

ผมพยายามตื่นเช้ามาวิ่งแบบมูราคามิ

มันช่วยในการเขียนหนังสือ มันช่วยในการสร้างสรรค์

อย่างน้อยสมองก็คงปลอดโปร่ง เลือดลมไหลเวียน

และคงทำให้ผมกระชุ่มกระชวยบ้าง

แต่หลายคืนมาแล้วที่ผมเฝ้าอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับ

ทฤษฎีการวิจารณ์วรรณคดีขนบจารีตนิยม

ผมพบตัวเองงัวเงียบนที่นอน และเหนื่อยหนักกว่าเดิม

เหมือนมีโรคประหลาดกัดกินตามไขสันหลัง ค่อยๆ ลามไปทั่วร่างกาย

ความที่ตั้งใจจะวิ่งแบบนักเขียนญี่ปุ่นคนนี้จึงเป็นความล้มเหลวของนาฬิกาปลุก

ผมนอนหนักราวกับมือมือของศัตรูที่มองไม่เห็นกอแน่นยุบตัวรวมกับที่นอน

ผมวางกับระเบิดบนพื้นที่ของตัวเองวันแล้ววันเล่า

 

4.

(ทุกครั้งที่ฉันทำขาเทียมใหม่ นั้นคือสิ่งยืนยันว่า มนุษย์เรายังไม่หยุดทำร้ายกัน)

 

น้องชายคนนั้นเตือนผมปล่อยเกี่ยวกับเรื่องโรคประหลาด

เขากลัวว่าผมจะร้องไห้ และกลัวน้ำตานั้นจะหยดเปื้อนผิวหนัง

เมื่อนั้น ผิวหนังของผมก็จะค่อยๆ เป็นแผลพุพอง กัดกินลามเลียก้อนเนื้อไปทีละน้อย

จนทั่งร่างกาย

ยามนั้นผมจะไม่เหลืออะไรเลย ที่บ่งบอกว่า “ผมคือใคร”

 

5.

(ลูกไม่เข้าใจหรอก อับราฮัม มู จนกว่าลูกจะรักใครสักคน)

 

พันธะของชีวิตของผมยังคงทำงาน

ผมยังคงวุ่นวายกับเรื่องราวต่างๆ

เหมือนจับต้นชนปลายไม่ถูก ดูหงุดหงิดไปกับหลายเรื่อง แทบทุกเรื่อง

พ่อบอกว่า เวลาที่หงุดหงิดหรืออารมณ์ไม่ดี

“ให้นิ่งเงียบลึกที่สุด และอย่าโวยวายระทบคนอื่น”

พ่อก็บอกอย่างนั้นแหละ

ผมก็คิดมานานแล้วว่า “การไม่ทำความชั่วนั้น เป็นความดีชนิดหนึ่ง”

หรือแม้กระทั่ง “การไม่ทำบาปสำหรับผม มันก็คือการทำบุญ”

แต่ผมก็ไม่ได้เข้มแข็งหรือเก็บอารมณ์ได้ลึกขนาดนั้น

ผมก็มีกฎของตัวเอง

“เมื่อผมอยู่ในพื้นที่ของตัวเอง ไม่ก้าวก่ายผู้ใด หากผู้ใดเหยียบมาในพื้นที่ของผม โดยประสงค์ร้าย

ผมก็พร้อมปลุกปีศาจที่อยู่ในร่างกาย”

คนรักบอกว่า มันคือข้อเสียของผม ความเป็นคนใจร้อน

หากผมลดข้อนี้ลงไป จะทำให้ผมเป็นผู้ใหญ่ขึ้น

บอกตามตรงว่า ผมพยายามแทบทุกครั้งที่ฉุนเฉียว หรือมีอาการโมโห

ผมพยายามหยุดการเคลื่อนไหว เลื่อนไหลความคิด

ผมกำลังพยายาม...

---------------------------------------------------------

19/07/2555
โลกประหลาดในประวัติศาสตร์ความเศร้า-ศิริวร แก้วกาญจน์