ความซวยอันแสนรื่นรมย์
posted on 08 Jan 2008 11:32 by sillyfake in DayByDayสืบเนื่องมาจาก (เหมือนหนังสือราชการไหมครับ)
ครับ สืบเนื่องมาจากปีที่แล้ว ตอนช่วงท้ายๆ ปี ผมรู้สึกว่าตนเองดวงไม่ดีหรือปฏิบัติตัวก้าวล้ำเข้าไปในเขตความโชคร้ายจนน่ารำคาญ
มันเริ่มมาจากกระเป๋าสะพายหาย แล้วหายที่ไหนก็ไม่หายครับ หายที่ร้านหนังสือ ร้านขายของอันดับหนึ่งที่ผมไม่ต้องคิดอะไรมากเมื่อเหยียบเท้าย่างเข้าไป ด้วยความที่ตนเองเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ประเภทที่รัก หวง แหน หนังสือเข้าไส้ จึงค่อนข้างปวดร้าวพอสมควรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ปฏิญาณกับตัวเองว่า จะไม่เข้าร้านหนังสือแห่งนั้นอีก ระบบการจัดการต่างๆ ก็ห่วย ไม่มีความรับผิดชอบ คล้ายว่าโยนความผิดให้เจ้าของกระเป๋า ใช่ครับ ผมผิดที่เดินเข้าไปในร้าน ภายในร้านบอกว่ากรุณาฝากกระเป๋า ผมก็ฝากกระเป๋า ความจริงไม่อยากเรียกว่าฝากกระเป๋าเลย เขาน่าจะติดว่า กรุณาอย่านำกระเป๋าเข้าไป คุณ (มึง) จะเอาวางไว้ที่ไหนก็ได้
ผมก็วางตามธรรมชาติ เขาไม่อยากให้เอากระเป๋าเข้าไปก็ไม่เป็นไร ไม่มีบัตรแลก บัตรฝากก็ไม่เป็นไร เอาความสะดวกเข้าว่า ร้านหนังสือคงไม่ใช่ที่ประกอบอาชญากรรมเลวร้าย
แต่หลังจากวันนั้น เขาคงไม่รู้ว่า เขาได้ทำลายนักอ่านคุณภาพคนหนึ่งของเมืองไทยไปแล้ว
ร้านที่ผมว่านั้น แม้จะกระจายอยู่ทั่วประเทศ แต่ผมก็ไม่ได้เหมารวมไปทั้งหมด ผมจดจำสาขานั้นสาขาเดียวในบ้านเกิดของผม
สิ่งของในกระเป๋าหายหมด ทั้งแฟลชไดร์ เก็บข้อมูล (ชนิดที่ฟังเพลงได้) สมุดบันทึก รวมไปถึง หนังสือของศรีบูรพาที่พิมพ์ออกมาใหม่ในวาระครบรอบ 100 ปีอีก 2 เล่ม
ผมเสียดายหนังสือและข้อมูลต่างๆ เท่าๆ กับเสียความรู้สึกที่มีต่อร้านหนังสือแห่งนั้น
ต่อมาไม่นานผมซื้อแฟลชไดร์เก็บข้อมูลอันใหม่ รู้สึกว่าจะใช้ได้ประมาณสักเดือนก็พังทั้งๆ ที่มีประกันตั้ง 1 ปี
ขี้เกียจไปตอแยกับร้าน เลยปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ
เป็นตัวอย่างไม่ดีของผู้บริโภคนะครับ
ไม่นานผมเอาแฟลชไดร์ของเพื่อนหญิงมาใช้ คราวนี้ผมเอางานเขียนทุกอย่างใส่ จุดหมายคือจะเอางานมาฝากในเมลล์ เผื่อวันหลังข้อมูลในเครื่องหาย
แต่เหมือนซวยซ้ำซวยซ้อน งานยังไม่ได้ส่งเข้าเมลล์ สมบัติของเพื่อนกลับหาย
ความซวยยังไม่จบ ไม่กี่วันต่อมา เครื่องคอมปะทะกับเจ้าไวรัสหลายยก จนในยกสุดท้าย ยกตัดสิน เครื่องคอมของผมเริ่มแสดงอาการร่อแร่ เหมือนจะต้านไม่อยู่ นอนลงไปชักดิ้นชักงอแล้วแน่นิ่ง ไม่ไหวติงใดๆ ปั้มหัวใจกี่รอบก็ไม่สามารถยื้อลมหายใจไว้ได้
คอมพิวเตอร์ของผม กลายเป็นเศษเหล็กธรรมดาเอาไว้ฟาดหัวสุนัขเท่านั้น
ทุกอย่างในคอมหายหมด และผมคงไม่ใช่โปรแกรมเมอร์ที่จะสามารถกู้ทุกอย่างกลับมาได้เหมือนเดิม ถนัดก็แต่เพียงกู้เงินคนอื่น
จะยกเข้าร้านก็กระไรอยู่ เพราะผมกลัวมีข่าวฉาวออกมา ในเครื่องมีคลิปที่ผมถ่ายเก็บไว้กับนางเอกฮอลลีวู๊ดหลายคน รวมไปถึงดารานางเอกไทยอีกหลายราย (ฮา) ผมขี้เกียจให้สัมภาษณ์ว่าตัวจริงหรือเปล่า
สืบเนื่องมาจาก (อีกแล้ว)
ครับ สืบเนื่องมาจากเรื่องราวทั้งหมด กับเรื่องของโชคชะตา เคยมีตนทักผมว่าจะดวงดีตอนท้ายปี เพราะดาวนั่นโคจรมาชนดาวนี่ ฤกษ์งานยามดี ผมจะมีเงินในท้ายปี จะรวย เขาบอกเช่นนั้น ดีที่เขาไม่บอกว่า จะมีดาวหางบรรทุกเงินดอลลาร์หล่นมาใส่หัว
ความจริงผมเป็นคนไม่เชื่อเรื่องดวง และก็ไม่ชอบให้ใครมาบังคับ แต่ที่ๆ ยอมๆ เรื่อยมา เพราะว่าท่านแม่ครับ แม่ผมจบไสยศาสตร์วิทยาจากสำนักไหนจำไม่ได้แล้ว การยึดมั่นถือมั่นกับเรื่องดวง เรื่องเคราะห์จึงเป็นเรื่องประจำของแก มีหนังสือดูดวงไว้ที่หัวเตียงด้วย
ว่างๆ วันไหนครึ้มอกครึ้มใจ ก็ชวนผมไปหาพระหาหมอ บ่อยเข้าๆ ผมปฏิเสธ แกก็ไม่ชวน แต่จดวันเดือนปีเกิดไปให้หมอทายทักเฉยเลย
ที่เล่ามาทั้งหมดไม่ใช่อะไรเลยครับ ผมเพียงรู้สึกว่าเรื่องราวทั้งหมดทำให้ชีวิตมันมีสีสันดี ได้ขบคิดเรื่องราวต่างๆ ได้เรียนรู้อารมณ์ภาวะตนเองในช่วงนั้นๆ
มันเลยกลายมาเป็นเรื่องตลกส่วนหนึ่งในชีวิต
แรกๆ ผมก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟเลยนะ นานเข้าก็โกรธเป็นน้ำเป็นลม พอถึงจุดๆ หนึ่งแทบโกรธไม่เป็น เพราะเราทำตัวเราเอง ไม่รู้จะไปโทษใคร
เริ่มเรียนรู้ว่า บางอย่างมันหนักเกินไปในชีวิต ผมก็ไม่ควรคิดให้มากก็ได้ ปล่อยวางเดินไปตัวเปล่า บางครั้งก็ดีกว่าหอบหิ้วของพะรุงพะรังมากมาย กลายเป็นพันธะที่คล้องตัวเอง
ใช่ครับผมเรียนรู้ทุกอย่างจากสิ่งไม่ดีที่เข้ามาในชีวิต และเชื่อว่านี่แหละคือบทเรียนชั้นดี คงคล้ายๆ เพื่อนแหละครับ เขาบอกว่าเพื่อนแท้ต้องดูกันในยามที่อีกฝ่ายตกทุกข์ได้ยาก
ผมก็มักสำรวจตัวเอง เวลาที่ตนเองหกล้มเสมอ อาจมีแผลเลือดตกยางออกบ้าง แต่เราก็ต้องก้าวต่อไป หยุดก้าวเมื่อไหร่ คำว่า “มนุษย์” คงสูญเปล่า

"ซวยบรรลัย"
#1 By leenar (124.120.18.130) on 2008-01-09 19:39