มีโอกาสได้ดูหนังเก่าๆ ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ หยิบภาพยนตร์ของตาทิม เบอร์ตัน เรื่อง Big Fish มาเชยชมอีกรอบ ซึมซับกับจินตนาการ ล่องลอยไปในความรู้สึกนึกคิด
ภาพยนตร์เรื่องนี้จะเรียกว่าเก่าก็เก่าเฉพาะวันเวลาที่ออกฉายเท่านั้นเองครับ หนังเรื่องนี้ออกสู่สายตาผู้ชมในปี 2003 ในปีนั้นมันทำให้ผมเตลิดไปกับจินตนาการไม่รู้จบของเอ็ดเวิร์ด บลูม (อัลเบิร์ต ฟินนี่) ชายชรานักเล่าเรื่องมักเล่าถึงวัยหนุ่มของตนเองกับเหตุการณ์แปลกประหลาดชวนพิศวง (ในวัยหนุ่มรับบทโดย ยวน แม็กเกรเกอร์)

เรื่องราวที่ออกจากปากบลูมผู้พ่อนั้น ทำให้ผู้คนหลายคนรอบข้างที่ได้ยินได้ฟังยิ้มกริ่มอิ่มใจไปตามกัน เขาเองก็รู้สึกดีที่เห็นรอยยิ้มของใครต่อใคร และไม่คาดคั้นหวังเอาคำตอบจากคนที่ได้ฟังว่าเรื่องนี้จริงหรือไม่จริง ใครเชื่อหรือไม่เชื่อ ชายชรามีความสุขเพียงได้เล่าเรื่อง

ทุกคนมองพ่อเป็นตัวตลกนะ วิลล์ (บิลลี่ ครูดรัพ) ไม่ชอบที่พ่อมักเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้เรื่อยเปื่อย เขามองว่านั่นเป็นการเพ้อฝัน เรื่องที่พ่อเล่าทำให้พ่อดูเหมือนเด็ก ทั้งที่พ่อควรจะเป็นผู้ใหญ่สนทนาพาทีเรื่องจริงจัง และเข้มงวดกับชีวิตของตนเองมากกว่าที่เป็นอยู่ เขาจึงค่อยๆ เหินห่างกับพ่อ แต่งงานและแยกตัวไปอยู่อีกบ้าน
เมื่อพ่อป่วยหนักเขาจึงต้องกลับมาเยี่ยมดูอาการของชายชรานักเล่าเรื่อง เขาพาครอบครัวมาด้วย และมาพบความจริงที่ว่าตัวพ่อเองก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง ยังชอบเล่าเรื่องราวเช่นเคย ด้วยท่าทีและสำเนียงเดิม เขาต้องทนรับฟัง
ลูกชายไม่ชอบฟังพ่อของตัวเองเล่าเรื่องราวหลากหลายจินตนาการ แต่ลูกสะใภ้ชอบเรื่องราวที่ออกจากปากชายชรา เธอเพลิดเพลินไปกับเรื่องเล่า และเชื่อว่าเรื่องเหล่านี้อาจเป็นความจริง



จะมีใครบ้างเชื่อว่า เขามีเพื่อนเป็นชายรูปร่างสูงใหญ่คล้ายยักษ์ ร่วมออกเดินทางเดินลัดป่าเข้าไปเจอหมู่บ้านแปลกประหลาดแสนสวยงามที่ผู้คนไม่นิยมสวมรองเท้า ผจญภัยไปในดินแดนที่เหลือเชื่อ คิดดูแล้วกันครับ มีฉากหนึ่งที่น้ำท่วมแล้วตัวเขาอยู่ในรถ รถจมอยู่ใต้น้ำ น้ำไม่มีทีท่าว่าจะไหลซึมเข้าในรถ มิหนำซ้ำยังมีหญิงสาวเปลือยกายว่ายน้ำเขามาด้อมๆ มองๆ อีก
เข้าตำรับจินตนิยายอย่างไม่ต้องคาดเดา
พอน้ำลด รถก็ค้างอยู่บนกิ่งไม้

เรื่องราวแปลกประหลาดเหลือเชื่อนี่แหละครับ ทำให้เราเพลิดเพลิน สำเนียงการเล่าและการดำเนินเรื่องไม่ได้บอกให้เราทราบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องจริงหรือเรื่องโกหกมดเท็จ เพียงแต่การเล่าค่อยๆ พาจินตนาการของเราลอยไปตาม จนบางครั้งเรามักฉุกคิดว่า
หรือมันมีอยู่จริง ทั้งที่ มันไม่น่าจะมีจริง



ไอน์สไตน์เจ้าของทฤษฎีสัมพันธภาพเคยพูดไว้ตั้งแต่ครั้งโบราณกาลแล้วว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ ผมเองไม่เห็นคล้อยไปกับคำพูดนี้เท่าไรนะครับ แต่ค่อนข้างเชื่อ และเชื่อมานานแล้วแหละครับ ตั้งแต่พานพบกับคำว่าจินตนาการ
ถ้าเราลองนึกย้อนกลับไป หลายอย่างก็เริ่มต้นมาจากจินตนาการ

จินตนาการเกิดจากความเพ้อฝันนั่นแหละครับ จินตนาการแรกๆ เรามักไม่เชื่อและคิดว่ามันคงเป็นไปไม่ได้ แรกเริ่มเดิมทีใครจะเชื่อว่ามนุษย์จะทะยานขึ้นไปลองอยู่เหนือน่านฟ้า อยู่ในยวดยานแท่งเหล็กที่มีรูปร่างคล้ายนก
พี่น้องตระกูลไรท์อาจจินตนาการแล้วจินตนาการอีกว่าทำอย่างไร นอนจินตนาการ ตีลังกาจินตนาการ จนวันหนึ่ง จินตนาการนั้นก็เป็นจริง



ทั้งหมดทั้งมวล ผมคิดว่าการมีฝันหรือการมีจินตนาการไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสียหายหรือทำให้ใครเดือดร้อน คนเราอยู่ได้ด้วยความฝันนั่นแหละครับ
อยากให้บ้านเรามีอาชีพ
ช่างฝัน และ นักจินตนาการ บ้างจัง
ผมจะสมัครเป็นคนแรกเลย

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

big smile คนเราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะฝันแต่มันจะมีประโยชน์อะไรถ้ามัวแต่ฝันอยู่ยั้งงั้น cry



big smile ฝันว่าได้ขับเครื่องบินอ่ะเมื่อคืน ฝันว่าได้เปนนักบินอ่ะquestion

#1 By กิ้มก้าน (202.129.59.146) on 2008-02-06 17:23

จินตนาการสำคัญกว่าความรู้จริงหรือ?
เคยขบคิดเช่นกัน บางครั้งเห็นด้วย บางครั้งไม่เห็นด้วย ฉันมักจะหาเหตุผลมาหักลบกันไป

ลองมาพิจารณาอย่างง่ายๆ ดู

ถ้ามนุษย์เราเอาแต่จินตนาการทั้งวันคืนโดยที่ไม่ลงมือทำอะไร มันจะเป็นอย่างไรนะ
และ เอ...ฉันมีความรู้นะ นี่กฏข้อนี้มันว่าอย่างนี้ 1+1=2 ส่วนข้อโน้นก็บอกว่า a+b=c เวลาทำงานก็ทำตามหลักการกับความรู้ที่เรียนมาแต่ไหงไม่ดูสภาพแวดล้อม สภาพเศรษฐกิจ สภาพหิน ดิน ฟ้า อากาศ

มีมนุษย์ผู้หนึ่งนามว่า ซิกมันด์ ฟรอยด์ ได้เสนอแนวคิดเรื่องความฝันว่า เราสามารถแปลและวิเคราะห์ความฝันได้ ตามทัศนะของฟรอยด์ ความฝันเกิดมาจากความรู้สึกที่แฝงเร้นอยู่ในจิตไร้สำนึกของมนุษย์(โอ... อันนี้ไปหาอ่านต่อเอาค่ะ แนะนำหนังสืออย่าง ฟรอยด์ และพัฒนาการของจิตวิเคราะห์ : จากความฝันสู่ทฤษฎีสังคม ซื้อหาได้ตามร้านแพร่พิทยาค่ะ เพิ่งสอยมาวันนี้เอง ^^ แต่เสียดายที่ร้านนี้ไม่มีบริการห่อปกหนังสือ -*- )

จบแล้วมาวิเคราะห์ไอสไตน์ค่ะ ไอสไตน์ก็เรียนนะ ศึกษาอยู่ แต่จากการอ่านประวัติไอสไตน์แล้ว มีแต่คนบอกว่าไอสไตน์เรียนไม่เก่ง นางสาวความสุขขอคาดเดาเอาว่า ไอสไตน์น่าจะเป็นคนประเภทที่ไม่เชื่อในหลักที่ผู้ใหญ่สอน หรือข้อความในหนังสือ ดังนั้นไอสไตน์เลยต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองไปด้วย จินตนาการไปเรื่อย เพื่อที่จะหาข้อขัดแย้งมาไอ้ที่ตรูเรียนมานี่ มันเป็นความจริงหรือเปล่า

จากตรงนี้ลองคิดเล่นๆ ว่าไอสไตน์ไม่ให้ความสำคัญกับความรู้แต่พี่แกก็ยังมานั่งวิเคราะความรู้ที่เค้าบอก เค้าเล่า เค้าพูด เค้าเขียน...

เอ็ดเวิร์ด บลูม (ผู้พ่อ) ชอบเล่าเรื่องราวชีวิตของตนในวัยหนุ่ม โดยผสมกับจินตนาการของตนเอง(หรือเปล่า..อันนี้ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่บลูมเล่าคือความจริงหรือความฝัน หนังไม่เฉลยด้วยสิ^^)

ถ้าให้ฉันคิดเองก็จะยกทฤษฎีของฟรอยด์มานั่นล่ะ บลูมคงจะเล่าเพราะความปรารถนาอันท่วมท้น ที่จะออกเดินทางไปยังที่ต่างๆ อยากเจอ ยักษ์ แม่มด และอะไรอีกหว่า... (ดูนานแล้วอันนี้จำไม่ได้ค่ะ สงสัยแก่แล้วพื้นที่ความจำในสมองลดถอยน้อยลง) ผู้คนเมื่อได้ฟังต่างชื่นชมและชื่นชอบ แต่ลูกชายของบลูมกับไม่!!

วิลล์(ลูกชาย) ต้องการที่จะให้ผู้เป็นพ่อเรียนรู้แยกแยะให้ออกระหว่างเรื่องจริงและจินตนาการที่เพ้อฝันเลื่อนลอย (ฉันมีความฝันอยากว่าตอนนี้เรามีรัฐบาลสวยหรู!) ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยเชื่อในสิ่งที่ผู้เป็นพ่อเล่า ทว่าการจะเชื่ออะไรสักอย่างนั้น จำเป็นต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริง เพื่อที่เราจะพบกับความจริงที่ลึกซึ้งกว่าเดิม ดังนั้นวิลล์จำเป็นต้องเรียนรู้เฉกเช่นไอสไตน์

จินตนาการผสมกับการเรียนรู้

เรื่องนี้สนุกตรงนี้ล่ะค่ะ

อ้อ! เรามาเปลี่ยนคำของไอสไตน์ที่ว่าจินตนาการสำคัญกว่าความรู้ มาเป็น จินตนาการผสมกับการเรียนรู้ ดีไหม? เผื่อสักวันจินตนาการหรือความฝันของเรานั้นจักกลายเป็นความจริง

ข้าจะครองโลก พิชิตจักรวาล ^^


--- ดูเรื่องนี้เพราะชอบ ยวน แมคเกรเกอร์
---เห็นชื่อนี้ คิดถึง เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ จังเลยค่ะ

อ้อ.. ชอบที่คุณมาโต้ตอบที่บล็อกนะ

อ่านแล้วเหมือนปรัชญาเซนเลย big smile
ขอบคุณทุกคนนะครับที่เข้ามาเยี่ยมบ้านหลังนี้

ผมเองก็ต้องการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทุกคน ไม่ได้เจาะจงลงไปว่าความคิดของตนเองนั้นดีหรือไม่ดี ถูกหรือผิด แต่ผมพยายามสังเกตวิธีการคิดของตนเองว่าเป็นอย่างไร เหมือนคนส่วนใหญ่หรือเปล่า (สิ่งที่ผมไม่เหมือนคนส่วนใหญ่เห็นจะเป็นเรื่องการเมืองนั่นแหละ ฮ่าๆ)

และทุกครั้งที่ผมเข้าไปตอบความคิดเห็นในบ้านของคนอื่น ผมเองก็ได้อะไรเยอะแยะกลับมาเหมือนกันครับ

สารภาพตามตรงว่า เวลาของผมระหว่างอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ถูกใช้ไปกับการอ่านเรื่องราวของคนอื่นพอสมควร แต่ถามว่าผมเสียดายเวลาไหม เปล่าเลยครับ เวลาที่เสียไปนั้นน้อยนิดเหลือเกินกับความรู้ที่ผมได้มา

เรื่องราวของแต่ละคนก็ล้วนมีเสน่ห์เฉพาะตัว
ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนที่เข้ามาครับ
cry