Big Fish : จินตนาการสำคัญกว่าความรู้
posted on 06 Feb 2008 12:25 by sillyfake in Movie
มีโอกาสได้ดูหนังเก่าๆ ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ หยิบภาพยนตร์ของตาทิม เบอร์ตัน เรื่อง Big Fish มาเชยชมอีกรอบ ซึมซับกับจินตนาการ ล่องลอยไปในความรู้สึกนึกคิด
ภาพยนตร์เรื่องนี้จะเรียกว่าเก่าก็เก่าเฉพาะวันเวลาที่ออกฉายเท่านั้นเองครับ หนังเรื่องนี้ออกสู่สายตาผู้ชมในปี 2003 ในปีนั้นมันทำให้ผมเตลิดไปกับจินตนาการไม่รู้จบของเอ็ดเวิร์ด บลูม (อัลเบิร์ต ฟินนี่) ชายชรานักเล่าเรื่องมักเล่าถึงวัยหนุ่มของตนเองกับเหตุการณ์แปลกประหลาดชวนพิศวง (ในวัยหนุ่มรับบทโดย ยวน แม็กเกรเกอร์)
เรื่องราวที่ออกจากปากบลูมผู้พ่อนั้น ทำให้ผู้คนหลายคนรอบข้างที่ได้ยินได้ฟังยิ้มกริ่มอิ่มใจไปตามกัน เขาเองก็รู้สึกดีที่เห็นรอยยิ้มของใครต่อใคร และไม่คาดคั้นหวังเอาคำตอบจากคนที่ได้ฟังว่าเรื่องนี้จริงหรือไม่จริง ใครเชื่อหรือไม่เชื่อ ชายชรามีความสุขเพียงได้เล่าเรื่อง
“ทุกคนมองพ่อเป็นตัวตลกนะ” วิลล์ (บิลลี่ ครูดรัพ) ไม่ชอบที่พ่อมักเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้เรื่อยเปื่อย เขามองว่านั่นเป็นการเพ้อฝัน เรื่องที่พ่อเล่าทำให้พ่อดูเหมือนเด็ก ทั้งที่พ่อควรจะเป็นผู้ใหญ่สนทนาพาทีเรื่องจริงจัง และเข้มงวดกับชีวิตของตนเองมากกว่าที่เป็นอยู่ เขาจึงค่อยๆ เหินห่างกับพ่อ แต่งงานและแยกตัวไปอยู่อีกบ้าน
เมื่อพ่อป่วยหนักเขาจึงต้องกลับมาเยี่ยมดูอาการของชายชรานักเล่าเรื่อง เขาพาครอบครัวมาด้วย และมาพบความจริงที่ว่าตัวพ่อเองก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง ยังชอบเล่าเรื่องราวเช่นเคย ด้วยท่าทีและสำเนียงเดิม เขาต้องทนรับฟัง
ลูกชายไม่ชอบฟังพ่อของตัวเองเล่าเรื่องราวหลากหลายจินตนาการ แต่ลูกสะใภ้ชอบเรื่องราวที่ออกจากปากชายชรา เธอเพลิดเพลินไปกับเรื่องเล่า และเชื่อว่าเรื่องเหล่านี้อาจเป็นความจริง

จะมีใครบ้างเชื่อว่า เขามีเพื่อนเป็นชายรูปร่างสูงใหญ่คล้ายยักษ์ ร่วมออกเดินทางเดินลัดป่าเข้าไปเจอหมู่บ้านแปลกประหลาดแสนสวยงามที่ผู้คนไม่นิยมสวมรองเท้า ผจญภัยไปในดินแดนที่เหลือเชื่อ คิดดูแล้วกันครับ มีฉากหนึ่งที่น้ำท่วมแล้วตัวเขาอยู่ในรถ รถจมอยู่ใต้น้ำ น้ำไม่มีทีท่าว่าจะไหลซึมเข้าในรถ มิหนำซ้ำยังมีหญิงสาวเปลือยกายว่ายน้ำเขามาด้อมๆ มองๆ อีก
เข้าตำรับจินตนิยายอย่างไม่ต้องคาดเดา
พอน้ำลด รถก็ค้างอยู่บนกิ่งไม้
เรื่องราวแปลกประหลาดเหลือเชื่อนี่แหละครับ ทำให้เราเพลิดเพลิน สำเนียงการเล่าและการดำเนินเรื่องไม่ได้บอกให้เราทราบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องจริงหรือเรื่องโกหกมดเท็จ เพียงแต่การเล่าค่อยๆ พาจินตนาการของเราลอยไปตาม จนบางครั้งเรามักฉุกคิดว่า “หรือมันมีอยู่จริง” ทั้งที่ “มันไม่น่าจะมีจริง”

ไอน์สไตน์เจ้าของทฤษฎีสัมพันธภาพเคยพูดไว้ตั้งแต่ครั้งโบราณกาลแล้วว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ ผมเองไม่เห็นคล้อยไปกับคำพูดนี้เท่าไรนะครับ แต่ค่อนข้างเชื่อ และเชื่อมานานแล้วแหละครับ ตั้งแต่พานพบกับคำว่าจินตนาการ
ถ้าเราลองนึกย้อนกลับไป หลายอย่างก็เริ่มต้นมาจากจินตนาการ
จินตนาการเกิดจากความเพ้อฝันนั่นแหละครับ จินตนาการแรกๆ เรามักไม่เชื่อและคิดว่ามันคงเป็นไปไม่ได้ แรกเริ่มเดิมทีใครจะเชื่อว่ามนุษย์จะทะยานขึ้นไปลองอยู่เหนือน่านฟ้า อยู่ในยวดยานแท่งเหล็กที่มีรูปร่างคล้ายนก
พี่น้องตระกูลไรท์อาจจินตนาการแล้วจินตนาการอีกว่าทำอย่างไร นอนจินตนาการ ตีลังกาจินตนาการ จนวันหนึ่ง จินตนาการนั้นก็เป็นจริง

ทั้งหมดทั้งมวล ผมคิดว่าการมีฝันหรือการมีจินตนาการไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสียหายหรือทำให้ใครเดือดร้อน คนเราอยู่ได้ด้วยความฝันนั่นแหละครับ
อยากให้บ้านเรามีอาชีพ “ช่างฝัน” และ “นักจินตนาการ” บ้างจัง
ผมจะสมัครเป็นคนแรกเลย
#1 By กิ้มก้าน (202.129.59.146) on 2008-02-06 17:23