ขออภัยครับ หาหน้าปกภาษาไทยไม่เจอ


นวนิยายชิ้นเอกของนักเขียนรางวัลโนเบล พ.ศ.2531 นากิบ มาห์ฟูซ ที่มีความหนาสี่ร้อยหน้า เป็นการยากที่ผมจะเขียนได้ทุกแง่มุมครบถ้วนถึงเรื่องราวทั้งหมด
ครอบครัวหนึ่งที่ขาดผู้เป็นหัวหน้าทำวิถีชีวิตที่เคยเป็นเปลี่ยนแปลงไปทันที
ซามิระผู้เป็นแม่ต้องแบกรับภาระในครอบครัวเพียงคนเดียว ต้องคอยเลี้ยงดูทั้ง 4 คน คือ ฮัสซัน ลูกชายคนแรกที่นอกคอกที่สุดในครอบครัว ชอบการตีรันฟันแทงดำเนินชีวิตโลกโผน เที่ยวเตร่ และประกอบอาชีพที่เสี่ยงต่อกฎหมายบ้านเมือง นาฟีซะ หญิงที่รับจ้างเย็บผ้าหารายได้มาจุนเจือครอบครัว ฮัสซาเนน พี่ผู้ยอมเสียสละทุกอย่างให้กับน้องชายฮุสซาเนน

แรกเริ่มภายในเรื่อง มาห์ฟูซพาเราสำรวจให้เห็นพฤติกรรมของทุกคน ลักษณะนิสัยใจคอที่แตกต่างของแต่ละคน จากจุดต่ำสุดที่ต้องขายเครื่องเรือนภายในบ้านเพื่อนำเงินมาซื้ออาหารในแต่ละวัน จนถึงช่วงที่ฮุสเซนได้งานเป็นข้าราชการเสมียนเล็กๆ ยังเมืองแห่งหนึ่ง เขาเสียสละเพื่อที่จะให้น้องได้เข้าโรงเรียนทหารตามที่ใฝ่ฝัน ครอบครัวเริ่มลืมตาอ้าปากได้ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ฮุสซาเนนพอใจ เขาได้เป็นนายทหาร พาครอบครัวย้ายออกจากตรอกเส็งเคร็งไปอยู่ที่อื่น และยังได้ถอนหมั้นกับหญิงสาวที่ตนเองรัก เพียงเพราะว่าเธอนั้นไม่คู่ควรกับเขา นายทหารที่กำลังจะมีพร้อมทุกอย่าง
 

ฮุสซาเนนต้องการให้ครอบครัวของตัวเองดีขึ้นก็จริง แต่เขาก็ได้ก้าวล้ำเข้าไปทำลายพื้นที่ส่วนตัวของคนอื่นๆ อย่างรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ความอยากได้อยากมีอันไม่สิ้นสุด กลายเป็นความยิ่งทะนง เขาปิดบังสถานะครอบครัวกับเพื่อนทหารด้วยกัน ไม่อยากให้ใครรู้ว่าเขาเคยยากจนมาก่อน

ผมอยากให้ใครหลายคนได้อ่านดูครับจะเห็นภาพที่สุด และบางครั้งพฤติกรรมของเราเองก็เหมือนกับฮัสซาเนน


นากิบ มาห์ฟูซ

 

ผมคัดบทสนทนาของฮัสซาเนนกับพี่ชายของเขามาให้อ่านครับ ที่เห็นว่าเป็นการเชือดเฉือนกันทางวาจาอย่างคมคาย  

มีคนอยู่บางจำพวกพี่รู้ไหม เป็นโรคกลัวตำรวจ การที่มีคนพวกนี้อยู่ใต้ชายคาเดียวกันกับพี่ พี่ไม่กลัวอันตรายหรือ
ใช่ อันตราย แต่คนเราไม่สามารถเลือกคบเพื่อนได้ทุกครั้งไปหรอกน้อง
เป็นไปได้ยังไง คนเราต้องเลือกคบเพื่อนได้สิครับ
ช่างมันเถอะ คุยเรื่องอื่นกันเถอะ
ผมเปลี่ยนเรื่องคุยไม่ได้จนกว่าจะแน่ใจในตัวพี่
ถ้าอย่างนั้นก็จงแน่ใจและอย่าเป็นห่วงพี่
ผมสงสัยเหลือเกินว่าพี่ไปพบกับคนระยำนี้ได้อย่างไร
พี่เองเป็นหนึ่งในพวกระยำเหล่านั้น น้องไม่ใช่คนโง่ พี่เองก็ไม่ใช่เหมือนกัน พูดตรงไปตรงมากันดีกว่า แปลกอะไรนักหนาที่จะเป็นแกะดำ ตลอดชีวิตพี่เป็นแกะดำเสมอมามิใช่หรือ
เห็นไหมว่าผมสนใจในความเป็นอยู่ของพี่
เมื่อปีที่แล้วน้องร้อนเงินต้องการความช่วยเหลือ ความห่วงกังวลทั้งหมดของน้อง ก็คือป้องป้องกันดาวอันแวววาวบนบ่าเท่านั้น พี่ขอพูดกับน้องอย่างไม่อ้อมค้อมว่าพี่ทำหน้าที่คุมซ่องดาร์ปทีป พี่ค้ายาเสพติดด้วยนะ
ผมไม่เชื่อ
เชื่อพี่เถอะ บางทีน้องอาจเคยสงสัยมาแล้ว ตอนนี้น้องแน่ใจได้เลย
ไม่มีอะไรทำให้ผมมีความสุขยิ่งกว่าการเห็นพี่เริ่มชีวิตที่ถูกต้อง
ถึงแม้จะดำเนินชีวิตที่ไม่งาม พี่ก็ยังช่วยครอบครัวไม่ให้อดตาย ช่วยให้เงินฮุสเซนไปเริ่มชีวิตข้าราชการ และช่วยออกเงินชำระค่าเล่าเรียนให้น้องได้เป็นทหารด้วย
ความช่วยเหลือที่ว่าเกิดขึ้นเพราะความมีน้ำใจของพี่ ไม่ใช่เพราะชีวิตที่เสี่ยงอันตรายแบบนี้หรอก
ชีวิตก็คือการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แต่ละคนย่อมมีแนวทางของตัวเอง
แต่ต้องตกใจขวัญหนีเพียงเพราะได้ยินคำว่าตำรวจ
นั่นเป็นเพราะตำรวจชอบทำอะไรตามพลการ น้องอยากให้พี่ทำอะไรล่ะ
เลิกชีวิตแบบนี้ แล้วหางานสุจริตทำเหมือนเมื่อก่อน
ไปเป็นเด็กฝึกซ่อมเครื่องยนต์งั้นหรือ ขอกันแบบนี้ก็เหมือนกับขอให้นายทหารลาออกจากกองทัพ กลับไปเริ่มเรียนหนังสือที่โรงเรียนใหม่
พี่ไม่รู้หรือว่าชีวิตจะจบลงอย่างไร
ไม่ติดคุกก็ตาย เท่านั้นเอง ถ้าดวงพี่จะถูกฆ่าก็เป็นเรื่องธรรมดา
เห็นได้ว่าพี่มองเห็นอันตรายอยู่
ไม่ต้องห่วงพี่
พี่ควรกลับไปเริ่มชีวิตที่ดีงาม
ชีวิตที่ดีงาม อย่าให้พี่ได้ยินคำนี้อีก น้องทำให้พี่รู้สึกสะอิดสะเอียน ช่างซ่อมเครื่องยนต์มีรายได้วันละ 2- 3 เพียสเตอร์ นั่นหรือคือชีวิตดีงามที่น้องพูดถึง พี่เลือกใช้ชีวิตในคุกดีกว่า ถ้าหากพี่ดำเนินชีวิตดีงามมาตลอด ดาวดวงนี้ก็ไม่มีทางได้มาประดับอยู่บนไหล่น้องหรอก ชีวิตพี่เท่านั้นหรือที่ไม่งาม ฟังนะ พ่อยอดทหารหาญ น้องกำลังหรอกตัวเอง ชีวิตของน้องก็ไม่เห็นมีอะไรที่ดีงามกว่าพี่ เพราะชีวิตพี่เป็นของแท้ พี่ได้สร้างน้องให้เป็นนายทหารด้วยเงินที่ผิดกฎหมาย เงินที่ได้มาจากกะหรี่ และการลักลอบค้ายาเสพติด เพราะฉะนั้นเครื่องแบบนายทหารนี้ก็เป็นหนี้ยาเสพติดและโสเภณี เพื่อความเป็นธรรม ถ้าน้องอยากให้พี่เลิกชีวิตอันมัวหมองนี้ น้องก็ต้องเลิกชีวิตของน้องเหมือนกัน เอาเลย ถอดเครื่องแบบทิ้งแล้วมาเริ่มชีวิตที่ดีงามด้วยกัน
น้องไม่เห็นหรือว่าน้องต้องการดาวประดับอยู่บนเครื่องแบบมากกว่าชีวิตดีงาม พี่ไม่โทษน้อง พี่ก็เหมือนกัน พี่ชอบหาเลี้ยงชีพแบบนี้มากกว่าชีวิตที่ดีงาม เราเป็นพี่น้องกัน เลือดที่ฉีดพล่านอยู่ในเส้นสายภายในตัวเรา ก็เป็นเลือดสีเดียวกัน แม้จะต่างกลุ่ม

ฟ้าสางดาวสูญ ฉบับที่ผมอ่านนี้ ตีพิมพ์ครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ.2537โดยสำนักพิมพ์บ้านหนังสือครับ แปลโดยแคน สังคีตครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

อึ้งกับช่วงท้ายๆ

ประเทศเราก็มีเหมือนเขานะ big smile
อ่านแล้วได้มุมมองอีกหลายมุมเลยทีเดียว
อย่างน้อยก้อได้รู้ว่า..
ในสังคมปัจจุบันยังมีคนประเภทเดียวกันนี้อยู่เช่นกัน

นะเจ้าคะdouble wink

#2 By Am not the supersTaR~* on 2008-02-08 17:12

ยินดีที่ได้รู้จักคนรักโปสการ์ดเพิ่มอีกคนค่ะ big smile big smile

ยาวจิงๆๆๆ แต่ก้ออ่านจนจบ จบก้อหลับ 5555+

sad smile confused smile
ช่วงท้ายๆอ่ะครับ ทำผมอยากอ่านขึ้นเปนกองเลย

แต่ตอนนี้ต้องทำใจกะการสอบ

#4 By Crozzax on 2008-02-10 21:32

ทำให้อยากอ่านซะแร้วsurprised smile

#5 By kirmkan (124.121.246.164) on 2008-02-11 21:06