อารมณ์อัมพวา (3)

posted on 27 Feb 2008 15:14 by sillyfake  in DayByDay
เพื่อนที่ร่วมเดินทางไปนั้นมีด้วยกันทั้งหมด 6 คนรวมทั้งตัวผมเอง ที่แปลกคือผมเป็นผู้ชายคนเดียวในกลุ่ม ฉะนั้นผู้หญิงทุกคนจึงต้องอารักขา เลี้ยงดูปูเสื่อเป็นอย่างดี
            ความได้เปรียบของการเดินทางครั้งนี้คือเพื่อนผู้หญิง 2 คนในกลุ่มนั้นเคยไปอัมพวามาแล้ว จึงไม่ต้องพะวงเรื่องว่าจะไปไม่ถูกหรือหลงทิศ แต่ข้อเสียเปรียบของเราคือ ที่พักที่เพื่อนคุยนักคุยหนาว่าสวยงามนั้นเต็มเสียแล้ว แม้ว่าเพื่อนเจ้าได้โทรไปสอบถามก่อนตั้งอาทิตย์ กลายเป็นว่า ถ้าไปถึงเราจำต้องแบกกระเป๋า เดินเรื่อยเปื่อยหาที่พักในวันหยุดสุดสัปดาห์ เหมือนแบกอาวุธเข้าไปสู้รบในสงคราม โดยไม่รู้ว่าศัตรูอยู่ที่ไหน อาวุธเรามีประสิทธิภาพอย่างไร เหมือนเราจับกลุ่มกันไปตายเอาดาบหน้า
            เมื่อตัดสินใจแล้วเราก็เดินหน้า ไม่มีทีท่าว่าจะท้อถอยหรือกลัวว่าจะเจออะไร
            ผมกับเพื่อนสองคนที่อยู่ทางเดียวกันต่อรถสองรอบกว่าจะมาถึงสถานีวงเวียนใหญ่ เส้นทางจากที่พักค่อนข้างไกลเลยทีเดียว แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่ากลุ่มของเราจะมาถึงสถานีเป็นคนแรก ต้องรอเพื่อนคนอื่นๆ ทยอยตามมาสมทบ
เป็นที่น่าสังเกตว่า คนที่อยู่ไกลที่สุดมักจะมาถึงเป็นคนแรกๆ เสมอ และคนที่อยู่ใกล้กว่าคนอื่น มักจะคิดว่าไปตอนไหนก็ทัน กลายเป็นว่ามาคนสุดท้ายเสมอ ครั้งนี้ก็เหมือนกันเพื่อนคนที่อยู่ใกล้ ค่อยๆ แบกกระเป๋าเข้ามาสมทบเป็นคนสุดท้าย
            อย่างที่ผมเคยเขียนไปแล้วเรื่องรถไฟที่รัก ว่าตนเองเองนั้นพิสมัยและหลงใหลการนั่งบนรถไฟเพียงใด คนที่ยังไม่เคยอ่านก็ย้อนกลับไปอ่านได้นะครับ จึงไม่มีความลังเลใดเลย กับการตัดสินใจว่าการเดินทางครั้งนี้อาศัยรถไฟไปอย่างช้าๆ
ถึงก็ชั่ง ไม่ถึงก็ซวย

            นั่งรอรถไฟเที่ยว 12.15 เดินหาซื้อของกินบริเวณนั้น ผมตุนเสบียงไว้ในท้องด้วยขนมจีนน้ำยาร้านป้าคนหนึ่งที่อยู่บริเวณนั้น ส่วนสุภาพสตรีผมไม่รู้ว่า คุณเธอเดินไปกินอะไร ปล่อยให้ผมเฝ้าของให้เสียอย่างนั้น
            ค่าโดยสารรถไฟสิบบาทต่อคน ถือว่าไม่แพงเลยครับ เมื่อเทียบกับระยะทาง แต่ก็พอสูสีเมื่อเทียบกับระยะเวลา อาจจะช้าหน่อย แต่เราก็มั่นใจว่าเราไปถึงจุดหมาย (slow is sure) ผมไปต่อแถวซื้อตั๋ว ผู้คนยาวยืด ได้ตั๋วมาแล้วก้าวขึ้นรถไปจับจองที่นั่งเตรียมเดินทาง

            เพลง นักแสวงหา ของ พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ บรรเลงลำพังก้องดังในใจ
            รถไฟเลื้อยออกจากสถานีอย่างช้าๆ ค่อยทะยานพาเราออกจากจุดเริ่มต้น ระหว่างทางเพื่อนหลายคนถ่ายรูปจนผู้โดยสารคนอื่นๆ หันมามองพร้อมกัน
            ดอกไม้ที่คล้ายนุ่น แต่เป็นสีน้ำตาล ปลิวคลุ้งเข้ามาในรถ เข้าหู เข้าปาก บางคนสบถวุ่นวาย มันค่อยๆ ปลิวพาตัวเองไปติดที่เสื้อของคนนั้นคนนี้ ผมหัวเราะให้กับปฏิกิริยาของแต่ละคน ที่ลุกลี้ลุกลน เอามือปิดตา ปิดปาก หรือปัดเสื้อ
            มันเป็นพืชเศรษฐกิจ ผมบอกเพื่อนๆ เช่นนั้น มองโลกในแง่ดีว่า ลำต้นของมันน่าจะใช้ประโยชน์และเอื้อรายได้ให้กับประเทศอันน้อยนิดของเรานี้ แต่ถึงแม้มันจะไม่ใช่พืชเศรษฐกิจ ผมเองก็ยังอยากให้มันเจริญเติบโตอยู่ข้างทางรถไฟอย่างนี้ไปตลอด ไม่อยากให้ใครมาหักโค่นลงมา เพราะช่วงหลังมานี้ ผมมักมองต้นไม้ที่ปลูกตามริมทาง และค้นพบว่ามันเป็นต้นชนิดเดียวกันเสียส่วนใหญ่ ประหวั่นทำให้คิดว่า ประเทศของเรา พันธุ์ไม่เริ่มน้อยลงทุกทีๆ หรือบางทีความคิดก็ร้ายกาจเลยเถิดไปกว่านั้น หรือพืชพันธ์ต่างๆ รังเกียจประเทศเราแล้วหนอ
            รถหยุดลงที่มหาชัย เพื่อนคนหนึ่งดูนาฬิกา ส่ายหน้าช้าๆ พร้อมบอกว่าเราไม่มีทางไปทันรถไฟบ้านแหลม-แม่กลอง แน่ๆ
รถจะออกตอนบ่ายโมงครึ่ง แต่เรายังค้างเติ่งอยู่บนรถไฟ กว่าจะนั่งเรือข้ามฟากจากมหาชัยไปบ้านแหลมอีก
กระนั้นเราก็ยังไม่ย่อท้อ รีบจ้ำอ้าวจะไปลงเรือ
เรารีบก้าวลงเรือ เสียงถามมาว่าจะข้ามฟากไปขึ้นรถไฟใช่ไหม แต่เหมือนคงไม่ต้องการคำตอบจากพวกเราเท่าใดนัก ประโยคต่อมาจึงกลายเป็นว่า รถไฟออกไปแล้ว
เราจึงรีบเดินออกมาด้วยใบหน้าเจื่อนๆ ผ่านยายคนหนึ่ง แกพูดโปรยๆ แนะให้เราเหมาเรือของตนเองข้ามฟาก โดยเสนอราคาเพียงหนึ่งร้อยบาท พวกเราไม่ตอบ แต่ทุกคนคงคิดในใจว่า ในเมื่อเรือออกไปแล้ว เราก็ไม่มีจุดประสงค์อะไรที่ต้องนั่งเรือไปที่สถานีบ้านแหลมอย่างเร่งรีบ

            แม้ว่าอุปสรรคจะทำให้เราคิดไปถึงแผนการที่วางไว้ล่วงหน้าที่อาจคลาดเคลื่อนหรือเปลี่ยนแปลงได้เสมอ เราเองก็ไม่ได้หนักใจอะไรมากมายนัก ด้วยเพราะว่าการเดินทางครั้งนี้ มีเพื่อนร่วมเคียงข้าง เคียงบ่า เคียงไหล่หลายคน อะไรจะเกิด เราก็ต้องเผชิญชะตากรรมพร้อมกัน นี่อาจจะเป็นข้อดีเพียงข้อหนึ่งในหลายๆ ข้อของการเดินทางร่วมกับเพื่อนๆ
เราจึงเดินเรื่อยเปื่อยไปขึ้นเรือโดยสารข้ามฟากอีกลำหนึ่งที่จะข้ามไปบ้านแหลมเหมือนกัน เพียงแต่ว่าเรือลำนี้เป็นเรือข้ามฟากที่หมายถึงการข้ามฟากจริงๆ ไม่ได้ไปจอดเทียบสถานีรถไฟเหมือนเรือลำแรกที่เราไม่มีโอกาสได้ขึ้น
ค่าโดยสารคนละสามบาทกับการพาตัวเองข้ามไปอีกฟากถือว่าไม่แพง
คลื่นลูกเล็กๆ และผิวน้ำเต้นระยับเมื่อมองลงไปทำให้ผมรู้สึกกลัวเป็นอย่างยิ่ง เหมือนแม่น้ำมีเสน่ห์และแฝงความน่ากลัวเอาไว้ลึกๆ ไปพร้อมกัน คนว่ายน้ำไม่แข็งแรงเช่นผมต้องหลับตาปี๋เมื่อคิดถึงระดับความลึกของลำน้ำ
ก้าวลงจากเรือ ความอึดอัดเปลี่ยนเป็นความโล่งอก เดินเรื่อยเปื่อยไปทางสถานีรถไฟ เพื่อนมองนาฬิกา พร้อมกับเรียกจักรยานยนต์รับจ้าง หมายจะให้เจ้าสองล้อบึ่งไปดักรอที่สถานีหน้า ด้วยความหวังเล็กๆ น้อยๆ ว่าอาจไปทัน
แล้วในที่สุด เราก็เลือกที่จะปฏิเสธเหล่าพลพรรคเสื้อกั๊กสีส้ม เพียงเพราะเรารู้สึกว่ามันคงดูอลหม่านวุ่นวายน่าดูกับการแบกกระเป๋าใบใหญ่ขึ้นรถ พะรุงพะรังแล้ว อาจจะต้องได้เสียค่ารถไปโดยไม่จำเป็นก็ได้ เพราะในที่นั้น ไม่มีใครกล้ายืนยันกับเราเลยว่า เราจะไปทันรถไฟ
เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจึงเลือกที่จะเดินทางอย่างช้าๆ สบายๆ
รถไฟจากบ้านแหลมไปแม่กลองมีวันละ 2 เที่ยว เที่ยวแรกที่เราพลาดไปนั้น เป็นเที่ยวบ่ายโมงครึ่ง ส่วนเที่ยวต่อไปที่เรากำลังตั้งตารอใจจดจ่ออยู่นั้น จะออกตอนบ่ายสี่โมงครึ่ง เวลาที่เหลือเราจึงเดินเล่น ซื้อของกินสารพัดมาแบ่งปันกัน กลายเป็น ทริปเพิ่มน้ำหนัก ไปโดยปริยาย
แผนการต่างๆ ที่เราเตรียมไว้คลาดเคลื่อนไปแล้ว เราจะไปถึงแม่กลองเกือบๆ หกโมง ก่อนจะต่อรถสองแถวมาที่อัมพวาอีก 7 บาท
เมื่อขาเหยียบลงไปที่ปลายทาง ผมรู้สึกว่าอัมพวาเป็นเงียบๆ เช่นไรไม่รู้ เพื่อนรีบพาเดินเข้าไปในซอยหาบ้านพักก่อนที่ดวงตะวันจะโบกมือลาลับ และบางครั้งเราอาจพาชะตากรรมตนเองร่อนเร่ไร้ที่พำนักก็เป็นได้
โชคดีที่เราเดินเข้าไป เจ้าของบ้านที่เพื่อนเคยมาพักเรียกเข้าไปไถ่ถามพูดคุย เพื่อนไม่ลังเลที่จะบอกว่า เรากำลังเดินหาบ้านพักกันอยู่ ลุงตือเจ้าของบ้านจึงบอกว่า มันต็มหมดแล้ว พวกหนูมากันเสี่ยงมากเลยนะ ไม่จองล่วงหน้า เพื่อนบอกว่าโทรมาแล้ว แต่ปรากฏว่าเต็มเสียก่อน ที่สำคัญไม่รู้จักบ้านหลังอื่นเลย เข้าใจเอาเองว่าที่พักน่าจะเพียงพอ อธิบายให้ลุงฟัง แกชักชวนให้เราพักด้วย โดยเราต้องนอนที่ห้องโถง ที่ค่อนข้างพลุกพล่าน ผู้คนเดินไปมา แต่เราไม่มีทางเลือกมากนัก ที่สำคัญที่ห้องโถงนั้น ได้ยินว่าลุงแกหวงเอาไว้นอน ถ้าไม่จำเป็นก็จะไม่ให้ใครเข้ามานอนได้ง่ายๆ ห้องโถงนั้นมองออกไปเห็นลำน้ำ มีชานยื่นออกไป สามารถนั่งเอาขาจุ่มน้ำเล่นได้อย่างสบาย มองข้ามลำน้ำไปอีกฟากเป็นบ้านไม้เก่าๆ เรียงรายเป็นทิวแถว เราออกมานั่งเล่นที่ชานบ้าน มองสายน้ำที่ไหลเอื่อย ปล่อยอารมณ์ไล่ความเหนื่อย

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ถือว่าโชคดี(หรือเปล่า)ที่มีที่พัก

เล่าเรื่อยๆ ดีค่ะ ชวนให้คนอ่านอยากไปบ้าง ติดใจอย่างเดียว อ่านได้รวดเดียวจบ แต่เรื่องยังไม่จบ sad smile
มาตามอ่านการเดินทางครับ
สอบเสร็จเมื่อไร ผมคงได้ออกทริบบ้าง
แล้วพบกันครับbig smile

#2 By ภัทร วีระ on 2008-02-27 17:37

เรายังไม่เคยไปเลย อัมพวา อยากไปบ้างงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง
เรื่อซาหนุกดีอ่า

หยาไปเที่ยวบ้างจังเลย

คงตื่นเต้นนาดูเนอะ^^

#4 By นายบ้าบ๊องหญิงอ้อมแสนน่ารัก (202.143.129.221) on 2008-08-11 11:15