ไม่มีเหตุผล
posted on 18 Mar 2008 14:27 by sillyfake in DayByDay
1
ผมมองแก้วที่อยู่ตรงหน้า ความจริงมันก็เป็นแก้วพลาสติกธรรมดา แต่ช่วงหลังๆ ผมมีโอกาสมองมันเกือบทุกค่ำคืน ภายในภาชนะแก้วสีใสนั้นบรรจุน้ำสีอำพัน น้ำแข็งลอยนิ่งอยู่อย่างไรก็อย่างนั้น บางค่ำคืนมันค่อยๆ ละลายจนเจ้าของมักถูกล้อว่า ยุงไข่ใส่ในแก้วหมดแล้ว
ช่วงอาทิตย์ถึงสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ค่อนข้างเหลือเชื่อที่ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ของค่ำคืนไปในวงเหล้า คิดดูอย่างเฉลี่ยแล้ว ความถี่ของอาการเมาเป็นแบบวันเว้นวัน วันนี้กิน พรุ่งนี้หยุด วันต่อไปเอาใหม่ เป็นอย่างนี้ โดยที่ไม่มีใครห้ามปราม เลยเตลิดไปไกลเกินกู่
ช่วงเช้าของวัน อาการเจ็บแปลบที่หน้าอก การไอแบบแห้งๆ รวมถึงตาที่แดงกล่ำหลังอดหลับอดนอนมาหลายคืน ปฏิกิริยาภายในร่างกาย เหมือนฟ้องให้หยุดกระทำหรือว่างเว้นกิจกรรมบางอย่างในชีวิตสักระยะ จะโดยจำยอมอย่างเต็มใจ หรือดื้อรั้นอย่างที่เป็นมา การเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นโดยที่เราพอเดาสาเหตุได้ ผมก็ควรคิดอะไรมากกว่าที่เป็นมา
ใช่ว่าสังขารจะอยู่ยงคงกระพัน ตรงกันข้าม การใช้ชีวิตแบบสุ่มเสี่ยงเป็นการบั่นทอนสุขภาพโดยไม่รู้ตัว ไม่นานมานี้ ผมจำแนกบุคคลตามกรอบการดำเนินชีวิตได้ 2 ลักษณะ
จะว่าก็ว่าเถอะ ลักษณะแรกเป็นลักษณะที่ผมคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี วิถีชีวิตแบบเช้าเมาเย็นเมาปรากฏให้เห็นผ่านพฤติกรรมของเพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้อง หล่อหลอมดูดกลืนกลมเกลียวจนวันหนึ่งผมก็กลายเป็นคนประเภทนี้ เป็นประเภทที่ปฏิเสธใครไม่ได้ เพื่อนเฮไหน เราเฮนั่น โดยอาศัยความที่เชื่อว่าตัวเองยังหนุ่มยังแน่น ตั้งสัตย์ปฏิญาณว่าจะเป็นนักแสวงหา แต่เอาเข้าใจ ผมหาอะไรไม่พบเลย เจอแต่แก้วพลาสติกที่บรรจุแอลกอฮอล์กับเรื่องราวเดิมๆ ที่สหายสุราหยิบยกมาเล่าสู่กันฟัง ถามว่าแล้วโดยที่สุด ผมได้อะไรติดสมองกลับมาจากวงเหล้าหรือเปล่า ตอบตามตรงผมก็พอได้อะไรอยู่บ้างนอกจากความเมาและเสียงหัวเราะ ผมรู้อะไรหลายๆ อย่างก็จากวงเหล้า แต่ก็ไม่ได้เยินยอว่าวงเหล้าดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ เพราะกลวิธีได้มาซึ่งความรู้นั้น มีหลากหลายทาง อยู่ที่ว่าเราจะแสวงหาจากทางใดแล้วคนประเภทแรกอย่างที่เล่ามานั้น เชื่อในหลักสัจธรรมว่าเกิดมาแล้วต้องตาย จึงใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ ลองสิ่งเสพติดทุกอย่าง เพียงข้ออ้างว่า เกิดมาจะได้ไม่เสียชาติฟังหูไว้หูนะครับ ถ้อยคำต่างๆ ที่หยิบยกมาฟังดูโก้หรู แต่เนื้อแท้จริงๆ กลับสมอ้างเข้าข้างตัวเอง ไล่มาตั้งแต่รัฐบาลจนถึงแระชาชนตาดำๆ
ประเภทที่ 2 ประเภทนี้ผ่านเข้ามาในชีวิตผมน้อยมาก จำพวกที่เฝ้าทะนุถนอมชีวิต ตื่นเช้า ออกกำลังกาย รักษาสุขภาพ มีอะไรนิดอะไรหน่อยก็ไปหาหมอ รักตัวกลัวตาย
ทำเป็นเล่นไป ถ้าลองมาคาดเดาพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ เราอาจได้รู้ว่า ชีวิตนั้นแสนยิ่งใหญ่ และไม่จำเป็นต้องใช้มันแลกกับเหตุการณ์อะไรบางอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งประสบการณ์ ไม่ต้องกินเหล้า เพื่อที่จะรู้ว่าความเมาเป็นอย่างไร เดิน 3 ก้าว ถอยหลัง 5 ก้าว เป็นเรื่องน่าขำ พวกนี้จึงรู้สึกว่าการกินเหล้าไม่ได้ก่อผลดีอะไรเลย นอกจากก่อให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา
แม้จะไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเมื่อคนทั้งสองมาเผชิญหน้ากัน แต่ก็เป็นเหมือนมีเส้นแบ่งแสดงความเป็น “ตัวตน” และความเป็น “กลุ่มก้อน” ไว้ด้วยการ “กิน” หรือ “ไม่กิน” เหล้า
ปัญหาระหว่างคนสองกลุ่มนี้ ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ไม่ได้เป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลที่ทุ่มเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย และดูทีท่าว่าจะไม่มีทางหลอมรวมกันได้ แม้ว่านักการเมืองทั้ง 2 ฝ่ายจะกินเหล้าเหมือนๆ กันเอาเข้าจริงความสำคัญของคน สิ่งที่จะแสดงตัวตน กลับอยู่ที่ความคิด ไม่ใช่อยู่ที่การ “กิน” หรือ “ไม่กิน” อย่างที่บอกว่า กลุ่มใคร พรรคพวกใคร ต่างก็มีเหตุผลเป็นของตัวเอง แต่อาจจะติดนิดหน่อยตรงที่ กระบวนการผลิตเหตุผลของคนเราฉาบฉวยเกินไป มีเหตุผลเอื้อเพียงตนเองและพวกพ้อง เราจึงมักมองเห็นปัญหาที่ไม่น่าเกิด ผลิบานขึ้นภายในสังคม เพียงเพราะเหตุผลที่ว่า “แต่ละคนย่อมมีเหตุผล”
2
ค่ำคืนดื่นดึก ผมนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ การบังคับตนเองให้มีวินัย แลกมาด้วยความแปลกใจของเพื่อนพ้อง โทรศัพท์เมื่อช่วงหัวค่ำเชื้อชวนเช่นเคย ผมบ่ายเบี่ยงด้วยความไม่เต็มใจ แม้ลึกๆ ข้างในจะสนใจ เลือกที่จะเคาะแป้นพิมพ์นั่งนิ่งๆ ทำจิตใจให้สงบ ยิ่งล่วงเลยเวลาเข้าไป คิดถึงภาพความสนุกสนานเฮฮาของเพื่อนพ้อง ตอนนี้สหายหลายคนคงนอนกลิ้งไปกลิ้งมาข้างวงเหล้า พูดจาอ้อแอ้เหมือนเด็ก และสุดท้ายก็แยกย้ายกันไปนอนหลับเป็นตายเหมือนเช่นทุกครั้งที่ร่ำสุราจากแรกที่จิตใจกระวนกระวายเมื่อเพื่อนโทรมาชวน กลายเป็นจิตใจเริ่มนิ่งเมื่อเวลาผ่านไป คิดอะไรได้หลายอย่างมากขึ้น
จริงๆ ครับ เราไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลทุกเรื่องก็ได้
ผมมองแก้วที่อยู่ตรงหน้า ความจริงมันก็เป็นแก้วพลาสติกธรรมดา แต่ช่วงหลังๆ ผมมีโอกาสมองมันเกือบทุกค่ำคืน ภายในภาชนะแก้วสีใสนั้นบรรจุน้ำสีอำพัน น้ำแข็งลอยนิ่งอยู่อย่างไรก็อย่างนั้น บางค่ำคืนมันค่อยๆ ละลายจนเจ้าของมักถูกล้อว่า ยุงไข่ใส่ในแก้วหมดแล้ว
ช่วงอาทิตย์ถึงสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ค่อนข้างเหลือเชื่อที่ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ของค่ำคืนไปในวงเหล้า คิดดูอย่างเฉลี่ยแล้ว ความถี่ของอาการเมาเป็นแบบวันเว้นวัน วันนี้กิน พรุ่งนี้หยุด วันต่อไปเอาใหม่ เป็นอย่างนี้ โดยที่ไม่มีใครห้ามปราม เลยเตลิดไปไกลเกินกู่
ช่วงเช้าของวัน อาการเจ็บแปลบที่หน้าอก การไอแบบแห้งๆ รวมถึงตาที่แดงกล่ำหลังอดหลับอดนอนมาหลายคืน ปฏิกิริยาภายในร่างกาย เหมือนฟ้องให้หยุดกระทำหรือว่างเว้นกิจกรรมบางอย่างในชีวิตสักระยะ จะโดยจำยอมอย่างเต็มใจ หรือดื้อรั้นอย่างที่เป็นมา การเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นโดยที่เราพอเดาสาเหตุได้ ผมก็ควรคิดอะไรมากกว่าที่เป็นมา
ใช่ว่าสังขารจะอยู่ยงคงกระพัน ตรงกันข้าม การใช้ชีวิตแบบสุ่มเสี่ยงเป็นการบั่นทอนสุขภาพโดยไม่รู้ตัว ไม่นานมานี้ ผมจำแนกบุคคลตามกรอบการดำเนินชีวิตได้ 2 ลักษณะ
จะว่าก็ว่าเถอะ ลักษณะแรกเป็นลักษณะที่ผมคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี วิถีชีวิตแบบเช้าเมาเย็นเมาปรากฏให้เห็นผ่านพฤติกรรมของเพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้อง หล่อหลอมดูดกลืนกลมเกลียวจนวันหนึ่งผมก็กลายเป็นคนประเภทนี้ เป็นประเภทที่ปฏิเสธใครไม่ได้ เพื่อนเฮไหน เราเฮนั่น โดยอาศัยความที่เชื่อว่าตัวเองยังหนุ่มยังแน่น ตั้งสัตย์ปฏิญาณว่าจะเป็นนักแสวงหา แต่เอาเข้าใจ ผมหาอะไรไม่พบเลย เจอแต่แก้วพลาสติกที่บรรจุแอลกอฮอล์กับเรื่องราวเดิมๆ ที่สหายสุราหยิบยกมาเล่าสู่กันฟัง ถามว่าแล้วโดยที่สุด ผมได้อะไรติดสมองกลับมาจากวงเหล้าหรือเปล่า ตอบตามตรงผมก็พอได้อะไรอยู่บ้างนอกจากความเมาและเสียงหัวเราะ ผมรู้อะไรหลายๆ อย่างก็จากวงเหล้า แต่ก็ไม่ได้เยินยอว่าวงเหล้าดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ เพราะกลวิธีได้มาซึ่งความรู้นั้น มีหลากหลายทาง อยู่ที่ว่าเราจะแสวงหาจากทางใดแล้วคนประเภทแรกอย่างที่เล่ามานั้น เชื่อในหลักสัจธรรมว่าเกิดมาแล้วต้องตาย จึงใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ ลองสิ่งเสพติดทุกอย่าง เพียงข้ออ้างว่า เกิดมาจะได้ไม่เสียชาติฟังหูไว้หูนะครับ ถ้อยคำต่างๆ ที่หยิบยกมาฟังดูโก้หรู แต่เนื้อแท้จริงๆ กลับสมอ้างเข้าข้างตัวเอง ไล่มาตั้งแต่รัฐบาลจนถึงแระชาชนตาดำๆ
ประเภทที่ 2 ประเภทนี้ผ่านเข้ามาในชีวิตผมน้อยมาก จำพวกที่เฝ้าทะนุถนอมชีวิต ตื่นเช้า ออกกำลังกาย รักษาสุขภาพ มีอะไรนิดอะไรหน่อยก็ไปหาหมอ รักตัวกลัวตาย
ทำเป็นเล่นไป ถ้าลองมาคาดเดาพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ เราอาจได้รู้ว่า ชีวิตนั้นแสนยิ่งใหญ่ และไม่จำเป็นต้องใช้มันแลกกับเหตุการณ์อะไรบางอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งประสบการณ์ ไม่ต้องกินเหล้า เพื่อที่จะรู้ว่าความเมาเป็นอย่างไร เดิน 3 ก้าว ถอยหลัง 5 ก้าว เป็นเรื่องน่าขำ พวกนี้จึงรู้สึกว่าการกินเหล้าไม่ได้ก่อผลดีอะไรเลย นอกจากก่อให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา
แม้จะไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเมื่อคนทั้งสองมาเผชิญหน้ากัน แต่ก็เป็นเหมือนมีเส้นแบ่งแสดงความเป็น “ตัวตน” และความเป็น “กลุ่มก้อน” ไว้ด้วยการ “กิน” หรือ “ไม่กิน” เหล้า
ปัญหาระหว่างคนสองกลุ่มนี้ ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ไม่ได้เป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลที่ทุ่มเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย และดูทีท่าว่าจะไม่มีทางหลอมรวมกันได้ แม้ว่านักการเมืองทั้ง 2 ฝ่ายจะกินเหล้าเหมือนๆ กันเอาเข้าจริงความสำคัญของคน สิ่งที่จะแสดงตัวตน กลับอยู่ที่ความคิด ไม่ใช่อยู่ที่การ “กิน” หรือ “ไม่กิน” อย่างที่บอกว่า กลุ่มใคร พรรคพวกใคร ต่างก็มีเหตุผลเป็นของตัวเอง แต่อาจจะติดนิดหน่อยตรงที่ กระบวนการผลิตเหตุผลของคนเราฉาบฉวยเกินไป มีเหตุผลเอื้อเพียงตนเองและพวกพ้อง เราจึงมักมองเห็นปัญหาที่ไม่น่าเกิด ผลิบานขึ้นภายในสังคม เพียงเพราะเหตุผลที่ว่า “แต่ละคนย่อมมีเหตุผล”
2
ค่ำคืนดื่นดึก ผมนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ การบังคับตนเองให้มีวินัย แลกมาด้วยความแปลกใจของเพื่อนพ้อง โทรศัพท์เมื่อช่วงหัวค่ำเชื้อชวนเช่นเคย ผมบ่ายเบี่ยงด้วยความไม่เต็มใจ แม้ลึกๆ ข้างในจะสนใจ เลือกที่จะเคาะแป้นพิมพ์นั่งนิ่งๆ ทำจิตใจให้สงบ ยิ่งล่วงเลยเวลาเข้าไป คิดถึงภาพความสนุกสนานเฮฮาของเพื่อนพ้อง ตอนนี้สหายหลายคนคงนอนกลิ้งไปกลิ้งมาข้างวงเหล้า พูดจาอ้อแอ้เหมือนเด็ก และสุดท้ายก็แยกย้ายกันไปนอนหลับเป็นตายเหมือนเช่นทุกครั้งที่ร่ำสุราจากแรกที่จิตใจกระวนกระวายเมื่อเพื่อนโทรมาชวน กลายเป็นจิตใจเริ่มนิ่งเมื่อเวลาผ่านไป คิดอะไรได้หลายอย่างมากขึ้น
จริงๆ ครับ เราไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลทุกเรื่องก็ได้
Tags: ไม่ม่เหตุผล6 Comments

สนทนาพาทีในวงเหล้าคือแหล่งความรู้
ใครทำอะไรที่ไหน มีความเห็นอยาก 'ไร บางทีแสดงออกมาหมด
ยิ่งถ้าวงผู้ชายล่ะก็.. แฮ่ม...
เคยนึกว่าผู้ชายนินทาไม่เป็นไร..มันไม่ใช่ HA..HA..
ไม่มีเหตุผลในการดื่ม
ไม่มีเหตุผลในการรวมตัว
ไม่มีเหตุผลถ้าเราจะแสวงหา..แม้ว่าจะไม่เจออะไร
และก็ไม่มีเหตุผลอีกเช่นกัน..เมื่อคนในวงเหล้าลุกขึ้นชกปากกัน
อย่าตกใจ!!!..
มันต่างเหตุผลน่ะคุณ
2 .
เพลง Alone again ลอยมาจากไหนไม่รู้
เป็นการสนทนาผ่าน comment ที่ชวนหวัวและพากวนดีแท้ ...
กรึ้บๆ
#1 By นางสาวความสุข on 2008-03-18 16:38